วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

บทที่ 1 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

บทที่ 1 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
(Fundamental of Data Communications and Networks)
วัตถุประสงค์เพื่อ
  1. บอกความหมายและส่วนประกอบของการสื่อสารข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
  2. สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสม
  3. บอกความหมายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์และประโยชน์ของเครือข่ายได้
  4. เปรียบเทียบความแตกต่างของประเภทเครือข่าย LAN, MAN และ WAN ได้
  5. เห็นความสำคัญของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีต่อรูปแบบธุรกิจและการดำรงชีวิตในปัจจุบันได้
  6. มีความเข้าใจและมองเห็นภาพของการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่าง ๆ

ความหมายของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูล เป็นกระบวนการถ่ายโอนข้อมูล/สารสนเทศจากแหล่งกำเนิดข่าวสารผ่านสื่อกลาง เพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ
ส่วนประกอบของระบบการสื่อสารข้อมูล (Components of Data Communication System)
  1. ข่าวสาร (Message) ข้อมูลหรือสารสนเทศที่อาจเป็นข้อความ ตัวเลข เสียง และวิดีโอ
  2. ผู้ส่ง (Sender/Source) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับส่งข่าวสาร เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
  3. ผู้รับ (Receiver/Destination) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับข่าวสาร เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
  4. สื่อกลางส่งข้อมูล (Transmission Medium) เช่น สายไฟเบอร์ออปติก หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น
  5. โพรโทคอล (Protocol) กลุ่มของกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมา เพื่อนำมาใช้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับเพื่อให้การสื่อสารบรรลุผล
การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication)
     การสื่อสารโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารระยะไกล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ เกี่ยวข้องกับการใช้งานเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Transmitters) เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในยุคปัจจุบันถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยจะพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแต่มีระบบการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้าและทันสมัย ที่มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันธุรกิจต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจโลกในยุคนี้ทีเดียว

ความหมายของเครือข่าย
    ในส่วนของ “เครือข่าย” หมายถึง เครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกันในระยะใกล้ภายในพื้นที่เดียวกัน (Local) กับเครือข่ายที่เชื่อมโยงแบบระยะไกล (Remote) โดยเฉพาะเครือข่ายที่เชื่อมโยงแบบระยะไกลนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลระยะไกลได้
ตัวอย่างของการสื่อสารโทรคมนาคม
- โทรเลข (Telegraphy)
- โทรสาร (Facsimile)
- โทรศัพท์ (Telephone)
- โทรทัศน์ (Television)
- วิทยุกระจายเสียง (Radio)
- ไมโครเวฟ (Microwave)
- ดาวเทียม (Satellite)


เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks)
    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนำกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย โดยใช้สื่อกลางซึ่งเป็นสายเคเบิลหรือคลื่นวิทยุเป็นเส้นทางการลำเลียงข้อมูลเพื่อสื่อสารระหว่างกัน และการที่เครือข่ายสามารถเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวได้ก็เพราะระบบปฏิบัติการเครือข่าย ซึ่งจัดเป็นซอฟต์แวร์ระบบที่สำคัญที่นำมาใช้เชื่อมโยงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน และทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรบนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานทรัพยากรร่วมกันบนเครือข่ายได้อย่างสะดวก

บทที่ 2 เครือข่ายคอมพิวเตอร์

บทที่ 2 เครือข่ายคอมพิวเตอร์

    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก  ( อังกฤษ: computer network; ศัพท์

บัญญัติว่า ข่ายงานคอมพิวเตอร์ )คือเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวน

ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆใน

เครือข่าย (โหนดเครือข่าย) จะใช้สื่อที่เป็นสายเคเบิลหรือสื่อไร้สาย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีคือ

 อินเทอร์เน็ต

การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย

จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น

และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง

ระบบเครือข่ายไร้สาย

 

ระบบเครือข่ายไร้สายคืออะไร

ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่าง
เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารกันได้ร่วมถึงการติดต่อ
ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ ด้วยเช่นกัน
โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อ
สารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ

ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทย (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
    การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายมีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก มาตราฐาน IEEE802.11 และขอบเขตของสัญญาณคลอบคุลพื้นที่ประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่โปรง และประมาณ 30 เมตร ในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น


ความสัมพันธ์ระหว่าง Lan และ Wan



           Lan หรือ Local Area Network เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ คือใช้เชื่อมต่อกันใน  บริเวณที่ไม่ห่างจากกันมากนัก โดยการ เชื่อมต่อนี้ทำได้โดย สายสัญญาณพิเศษ ในสถาน ที่หนึ่ง ๆ หรือองค์กรหนึ่ง ๆ สามารถที่จะสร้างระบบ Lan หลาย ๆ ชุดได้หรือเชื่อม ระบบ Lan แต่ละชุดที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกันอีกทีก็ได้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง การ์ด เน็ตเวิร์คหรือ เรียกย่อ ๆ ว่า Card lan สื่อสัญญาณซึ่งอาจ เป็นสายเคเบิล แบบใดแบหนึ่ง ระบบปฏิบัติ การควบคุมเครือข่าย เช่น Novell Banyan VINEs Windows NT Server เป็นต้น

บทที่ 3 มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

บทที่ 3 มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

ใน พ.ศ. 2521 องค์การInternational Standards Organization (ISO) มีที่ตั้งอยู่ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างมาตรฐานสากลสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เรียกว่าOpen System Interconnection (OSI) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7ชั้นสื่อสาร โดยตัวโครงสร้างเองได้เน้นความสำคัญของรูปแบบการติดต่อสื่อสารระหว่างระบบเปิดหรือ OSกับระบบปิด จึงสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ในระดับสากลอย่างแท้จริง

แนวความคิดของการกำหนดมาตรฐานเป็นแบบชั้นสื่อสาร คือ
1. ชั้นสื่อสารแต่ละชั้นถูกกำหนดขึ้นมาตามบทบาทที่แตกต่างกัน
2. ในแต่ละชั้นสื่อสารจะต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด
3. ในแต่ละชั้นสื่อสารต้องมีการกำหนดหน้าที่หรือฟังก์ชันขึ้นมาโดยใช้แนวความคิดในระดับสากลเป็นวัตถุประสงค์หลัก
4. ต้องมีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละชั้นชื่อสารขึ้นมา เพื่อจำกัดปริมาณการแลกเปลี่ยนข้อมูลและผลกระทบข้างเคียงระหว่างการติดต่อให้มีน้อยที่สุด
5. จำนวนของชั้นสื่อสารจะต้องมีมากพอที่แยกฟังก์ชันการทำงานที่แตกต่างกันให้อยู่คนละชั้นแต่จะต้องไม่มีมากเกินความจำเป็น
1. ชั้นสื่อสารกายภาพ (Physical Layer) ชั้นกายภาพเป็นชั้นระดับล่างสุดเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดวิธีควบคุมการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดย มีการรับส่งข้อมูลในลักษณะที่มีหน่วยเป็นบิต ได้แก่ การส่งบิต 0 จะแทนด้วยกระแสไฟฟ้ากี่โวลต์ และบิต 1 จะต้องใช้กี่โวลต์
2. ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล (Data Link Layer) หน้าที่หลักของการเชื่อมต่อข้อมูล คือ การรวบรวมข้อมูลชั้นกายภาพ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แล้วส่งข้อมูลที่ปราศจากข้อผิดพลาดนี้ให้กับชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายต่อไป โครงสร้างข้อมูล คือจะมองเห็นข้อมูลว่าเป็นบิต 0 หรือ บิต 1กลุ่มหรือชุดหนึ่งที่เรียงตามลำดับเรียกว่ากระแสบิต เป็นหน้าที่ของโปรแกรมในชั้นเชื่อมต่อข้อมูลจะต้องทำการตรวจสอบความถูกต้อง ปัญหาอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ คือ การรักษาความสมดุลของการรับ-ส่งข้อมูล
3. ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมการติดต่อรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าโหนตต่าง ๆ ในระบบเครือข่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การกำหนดเส้นทางเดินของข้อมูลจากโหนดผู้ส่งข้อมูลไปตามโหนดต่าง ๆ จนถึงโหนดผู้รับข้อมูลในที่สุด โฮสต์ บางกลุ่มจะกำหนดเส้นทางเดินข้อมูล การส่งผ่านข้อมูลในระบบเครือข่ายอาจมีการบันทึก ผู้ส่ง ผู้รับ และปริมาณข้อมูลที่ไหลผ่านโฮสต์หรือเร้าเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางด้านการคิดค่าบริการ
4. ชั้นสื่อสารจัดการนำส่งข้อมูล (Transport Layer) มีหน้าที่หลักในการรับข้อมูลมาจากชั้นควบคุมหน้าต่างสื่อสาร อาจต้องแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กเก็ตขนาดย่อย ๆ โปรแกรมในชั้นนี้เป็นผู้กำหนดประเภทของการให้บริการต่าง ๆ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการใช้ระบบเครือข่ายแบ่งออกเป็น
1. การให้บริการแบบจุดต่อจุด
2. การให้บริการข้อมูล
3. เป็นการส่งข้อมูลแบบกระจาย
ชั้นนี้จัดการนำส่งข้อมูลติดต่อถึงกันผ่านช่องสัญญาณเสมือนระหว่างผู้ส่งและผู้รับโดยตรง เรียกว่าเป็นการติดต่อแบบ End-to-End Connection ในขณะที่โปรแกรมในสามชั้นแรกนั้นเป็นการติดต่อแบบจุดต่อจุด
เครื่องโฮสต์ส่วนมากจะใช้ระบบปฏิบัติการที่สามารถให้บริการแบบมัลติโปรแกรมมิ่ง คือ สามารถสร้างและใช้งานโพรเซสในชั้นการส่งข้อมูลได้หลายโพรเซส
5. ชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสาร (Session Layer) ควบคุมหน้าต่างสื่อสารเป็นตัวกำหนดวิธีการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับข้อมูลและผู้ส่งข้อมูล
หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ บริหารการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และหน้าที่อีกประการคือ แก้ปัญหาความล้มเหลวในการส่งข้อมูลขนาดใหญ่มากระหว่างโหนดต่าง ๆ
6. ชั้นสื่อสารนำเสนอข้อมูล (Presentation Layer) ทำงานในระดับชั้นควบคุมต้น ๆ จะทำให้มีความสนใจในประสิทธิภาพของการรับ ส่งข้อมูล
7. ชั้นสื่อสารประยุกต์ (Application Layer) ในปัจจุบันมีจอภาพเทอร์มินัล อยู่หลายร้อยชนิดทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะไม่สามารถใช้ทดแทนหรือใช้งานร่วมกันได้ การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่คนละระบบเครือข่ายย่อยจึงไม่อาจสื่อสารกันได้โดยสมบูรณ์

ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล

12. แบบทิศทางเดียว

13. แบบกึ่งสองทิศทาง
14. แบบสองทิศทาง


การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
15. เครือข่ายแบบดาว เป็นการเชื่อมต่อแบบฮับ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายในลักษณะอาศัยหลักการที่ว่า ในเครือข่ายหนึ่ง ๆ จะต้องมีศูนย์กลางของการทำการ

ข้อดี
1. มีความเป็นระเบียบ
2. มีความเป็นอิสระ
3. ง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบระบบ


ข้อเสีย
1. ใช้สายเคเบิลมาก
2. ขยายระบบได้ยาก
3. ระบบต้องขึ้นอยู่กับศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว
16. เครือข่ายแบบวงแหวน เป็นการได้รับออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการมีศูนย์กลางของระบบเครือข่าย

ข้อดี
1. ใช้สายเคเบิลน้อย
2. ขยายระบบได้ง่าย


ข้อเสีย
1. สถานีงานแต่ละสถานีงานไม่เป็นอิสระจากกัน
2. การควบคุมและตรวจสอบความผิดพลาดทำได้ยาก
3. การจัดโครงสร้างของระบบใหม่ทำได้ยาก
17. เครือข่ายแบบบัส มีลักษณะพื้นฐานของการเชื่อมโยงสายเคเบิลแบบเดียวกับเครือข่ายแบบวงแหวน เพื่อตัดปัญหาในการที่จะต้องเดินสายเคเบิลแบบเดียวกับเครือข่ายแบบวงแหวน จึงได้ออกแบบระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบใหม่เป็นลักษณะแบบสายโซ่

ข้อดี
1. ใช้สายเคเบิลน้อย
2. เพิ่มหรือลดจำนวนสถานีงานได้ง่าย


ข้อเสีย
1. ควบคุมและตรวจสอบความผิดพลาดได้ยาก
2. เกิดความเสียหายทั้งระบบได้ง่าย
การเชื่อมต่อสายสื่อสาร
1. การเชื่อมต่อสายสื่อสารแบบจุดต่อจุด
2. การเชื่อมต่อสายสื่อสารแบบหลายจุด

บทที่ 4 รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย

บทที่ 4 รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย



 

รูปแบบของการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology)

1. แบบดาว (Star Topology) เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า ฮับ ( Hub ) ซึ่งเป็นจุดกลางในการติดต่อ เป็นเครือข่ายที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันเพราะติดตั้งและ ดูแลรักษาระบบง่าย ราคาวัสดุอุปกรณ์ก็ไม่แพง ข้อดีคือ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหา จะไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆ ในเครือข่าย ข้อเสีย ถ้า Hub เสียจะใช้งานไม่ได้ทั้งระบบ ใช้สายสัญญาณติดตั้งมากกว่าแบบอื่น
2. แบบวงแหวน (Ring Topology) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเชื่อมต่อกันเป็นลักษณะแบบวงแหวน ข้อดี คือ สามารถเชื่อมได้ระยะทางที่ไกลกว่าแบบอื่นๆ ข้อเสียคือ ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมีปัญหา จะทำให้ระบบหยุดการทำงาน
3. แบบบัส (Bus Topology) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องต่อเชื่อมอยู่บนสายสัญญาณเดียวกัน เป็นการเชื่อมต่อสายแบบเส้นตรง จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรก แล้วโยงสายไปยังเครื่องที่ 2 3 ... ตามลำดับในลักษณะการต่อแบบอนุกรม การเชื่อมแบบนี้ทำได้ง่าย แต่มีข้อเสีย คือ ถ้ามีปัญหาที่สายสัญญาณเส้นใดเส้นหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย
4. แบบผสมผสาน (Hybrid) เป็นการเชื่อมต่อที่เอาแบบดาว แบบวงแหวนและแบบบัส มาผสมผสานกัน เพื่อลดจุดอ่อนและเพิ่มจุดเด่นให้กับระบบเครือข่าย







         เราสามารถแบ่งลักษณะการให้บริการของเครือข่ายได้เป็น 2 แบบ คือ

1. แบบแม่ข่าย – ลูกข่าย (Client – Server)

เป็นรูปแบบหนึ่งของเครือข่ายแบบ server-based โดยจะมีคอมพิวเตอร์หลักเครื่องหนึ่งเป็น เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะไม่ได้ทำหน้าที่ประมวลผลทั้งหมดให้เครื่องลูกข่าย หรือไคลเอนต์ (client) เซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เสมือนเป็นที่เก็บข้อมูลระยะไกล (remote disk) และประมวลผลบางอย่างให้กับไคลเอนต์เท่านั้น เช่น ประมวลผลคำสั่งในการดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล (database server) เป็นต้น
ประสิทธิภาพ
เครือข่ายแบบ Client/Server นั้น เซิร์ฟเวอร์จะต้องทำงานบริการให้กับเครื่องไคลเอนต์ที่ร้องขอเข้ามา ซึ่งนับว่าเป็นงานประมวลผลที่หนักพอสมควร ดังนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ควรจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง เพียงพอในการรองรับงานหนัก ๆ แบบนี้ในเครือข่าย
บริการ
อาจจะมีเซิร์ฟเวอร์อยู่หลายตัวในการทำงานเฉพาะด้าน เช่น ไฟล์เซอร์เวอร์ทำหน้าที่ในการจัดเก็บ และบริหารไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในเครือข่าย พรินต์เซิร์ฟเวอร์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการพิมพ์ทั้งหมดในเครือข่าย ดาต้าเบสเซอร์เวอร์จัดเก็บและบริหารฐานข้อมูลขององค์กร เป็นต้น
โปรแกรม
องค์กรที่ใช้เครือข่ายแบบนี้ มักมีการเก็บโปรแกรมไว้บนเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปเรียกใช้ได้ทันที เช่น เซิร์ฟเวอร์เก็บโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ไว้ เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้โปรแกรมนี้ก็สามารถรันโปรแกรมนี้จากเซิร์ฟเวอร์ได้
ขนาด
เครือข่ายแบบ Client/Server สามารถรองรับเครือข่ายตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่ที่เหมาะสมจะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่
การบริหารระบบ
จะต้องมีเจ้าหน้าที่ในการบริหารระบบโดยเฉพาะ ซึ่งทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับงานพื้นฐานประจำวัน เช่น การสำรองข้อมูล การตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย และการดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ
ระบบรักษาความปลอดภัย
เครื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่จะเปิดให้ทำงานตลอดเวลา และต้องมีการป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบภายในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เพื่อเป็นการป้องกันรักษาข้อมูล บริษัทส่วนใหญ่จึงมักจะเก็บเซิร์ฟเวอร์ไว้ในห้องที่แยกต่างหากและมีการปิด ล็อคไว้เป็นอย่างดี
การขยายระบบ
เครือข่ายแบบ Client/Server ยืดหยุ่นต่อการเพิ่มเติมขยายระบบ การเพิ่มเครื่องไคลเอนต์ในเครือข่ายไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสเป็กสูง ราคาแพง โดยเครื่องที่มีสมรรถนะสูงนั้นเอาไว้ใช้เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์
การดูแลซ่อมแซม
ปัญหาที่เกิดขึ้นในเครือข่ายแบบนี้หาพบได้ไม่ยาก เช่น ถ้าเครื่องไคลเอนต์หลาย ๆ เครื่องทำงานไม่ได้ ปัญหาก็มักจะมาจากที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และถ้าเครื่องไคลเอนต์เครื่องใดมีปัญหาผู้บริหารระบบก็เพียงแก้ไขที่เครื่อง นี้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อเครื่องไคลเอนต์เครื่องอื่น
2. แบบเท่าเทียม (Peer to Peer)

เครือข่ายแบบนี้จะเก็บไฟล์และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคน โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่ทำหน้าที่นี้ เรียกได้ว่าต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างใช้ แต่ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถเรียกใช้ไฟล์จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำการแชร์ไฟล์เหล่านั้นไว้ เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer นี้เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันไม่เกิน 10 เครื่อง เนื่องจากติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง และการดูแลไม่ยุ่งยากนัก แต่ถ้าคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมีมากกว่า 10 เครื่องขึ้นไปควรจะใช้เครือข่ายแบบอื่นดีกว่า
ทรัพยากร
ทรัพยากรของเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ หรือแฟกซ์โมเด็ม ปกติจะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่าย สำหรับเครื่องที่ไม่มีทรัพยากรเหล่านี้ก็สามารถเข้าใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผ่านเครือข่ายได้
โปรแกรมใช้งาน
โดยปกติโปรแกรมใช้งานทั่วไป เช่น เวิร์ดโปรเซสเซอร์ หรือสเปรดชีต ที่ใช้ในเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer จะติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละเครื่องเลย
สมรรถนะ
เมื่อคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายถูกร้องขอข้อมูล หรือเรียกใช้ทรัพยากร สมรรถนะในการทำงานของคอมพิวเตอร์ก็จะลดต่ำลง เช่น ถ้ามีเครื่องพิมพ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องนั้นก็จะทำงานช้า ลงทันทีที่มีผู้ใช้คนอื่นในเครือข่ายส่งเอกสารมาพิมพ์ที่เครื่องพิมพ์ตัวนี้
การติดตั้ง
เมื่อติดตั้งและเซตอัปฮาร์ดแวร์ของเครือข่ายเสร็จแล้ว ต่อไปก็ต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการเครือข่าย และโปรแกรมใช้งานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องด้วย หลังจากนั้นก็ต้องเซตอัปการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องให้มองเห็นเครือข่ายและทรัพยากรในเครือข่าย
การบริหารระบบ
การบริหารเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer นี้ไม่ซับซ้อนมากนัก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องมีการตั้งตำแหน่งผู้บริหารเครือข่ายโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้ผู้ใช้ในเครือข่ายศึกษาวิธีการบริหารระบบในเครื่องของตนเองก็ เพียงพอแล้ว เรียกได้ว่าต่างคนต่างช่วยกันดูแล
ระบบรักษาความปลอดภัย
ลักษณะการเก็บไฟล์ในเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer นี้จะใช้หลักการต่างคนต่างเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง จุดนี้เองทำให้ผู้ใช้คนอื่นสามารถเข้าไปดูไฟล์ข้อมูลในเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่ายได้ไม่ยากนัก ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในเครือข่ายแบบนี้จึงค่อนข้างหละหลวมกว่าระบบรักษาความปลอดภัยที่เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์
ค่าใช้จ่าย
ในกรณีที่เครื่องที่เชื่อมต่อมีน้อยเครื่องค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าเครือข่ายรูปแบบอื่น ๆ
คุณสมบัติขั้นสูง
เครือข่ายแบบนี้จะเน้นในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ทรัพยากรร่วมกันในเครือข่ายเท่านั้น คุณสมบัติขั้นสูงอื่น ๆ เช่น การควบคุมระยะไกล หรือระบบรับส่งอีเมล์ จะไม่มีให้ใช้ในเครือข่ายนี้
การขยายระบบ
เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จำนวนน้อยๆ ซึ่งไม่เหมาะในการขยายระบบเพิ่มเติม ถ้าองค์กรต้องการขยายระบบเพิ่มเติมควรจะสร้างเป็นเครือข่ายแบบอื่

บทที่ 5 อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย

บทที่ 5 อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย

อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย
ที่มารูปภาพ: http://www.buycoms.com/buyers-guide/modem/index.asp

1.โมเด็ม (Modem) โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation) โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็มและ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem

ที่มารูปภาพ: http://www.itdestination.com/articles/lancard1000base/
2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกันจะดีกว่า
และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอนเน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน

ที่มารูปภาพ: http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_wan9.htm
3. เกตเวย์ (Gateway) เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ที่มารูปภาพ: http://forums.overclockzone.com/forums/showthread.php?t=417552
4. เราเตอร์ (Router) เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้

ที่มารูปภาพ: http://www.tanti.ac.th/Com-tranning/NetWork/bridge.htm
5. บริดจ์ (Bridge) บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย

ที่มารูปภาพ: http://webserv.kmitl.ac.th/~hs3lse/project/repeater.html
6. รีพีตเตอร์ (Repeater) รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่
ี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ
เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
7. สายสัญญาณ เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

ที่มารูปภาพ: http://www.itcomcenter.com/tips-view.asp?id=63&forward=1
- สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย

ที่มารูปภาพ: http://www.digitalfocus.co.th/network.php
- สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ


ที่มารูปภาพ: http://it.stoulaws.com/2008/12/hub/
8. ฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

ความปลอดภัยในเครือข่ายคอมพิวเตอร์

      มาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน (Basic Security Measures)

ระบบคอมพิวเตอร์ทุกระบบ จำเป็นต้องมีมาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้งาน มักจะมีโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันไวรัสเข้าสู่ระบบ และแพร่ระบาดบนเครือข่าย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องล็อกเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมิให้ผู้อื่นเข้ามาเปิดใช้งาน การล็อกกลอนประตู และการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อป้องกันการลักลอยนำข้อมูลไปใช้งาน สิ่งเหล่านี้จัดเป็นการป้องกันความปลอดภัย ซึ่งก็มีหลายวีให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาต่อไปนี้จะทำให้เราๆได้ทราบถึงมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่พึงมี ซึ่งแต่ละมาตรการก็จะมีเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไป โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ประเภทด้วยกันดังนี้
  1. ความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมภายนอก (External Security)
  2. ความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงาน (Operational Security)
  3. การตรวจตราเฝ้าระวัง (Surveillance)
  4. การใช้รหัสผ่านและระบบแสดงตัวตน (Passwords and ID Systems)
  5. การตรวจสอบ (Auditing)
  6. สิทธิ์การเข้าถึง (Access Rights)
  7. การป้องกันไวรัส (Guarding Against Viruses)


ความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมภายนอก (External Security)
- การป้องกันการเข้าห้องศูนย์บริการคอมพิวเตอร์
- การจัดวางสายเคเบิลต่าง ๆ
- การยึดอุปกรณ์ให้อยู่กับที่
- เครื่องปรับอากาศภายในศูนย์คอมพิวเตอร์
- ควรมีระบบป้องกันทางไฟฟ้า
- การป้องกันภัยธรรมชาติ
ความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงาน
(Operational Security)

เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสร้างข้อจำกัดในบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการเข้าถึงระบบ ตัวอย่างเช่น ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการกำหนดระดับการใช้งานผู้ใช้แต่ละฝ่าย การระบุวันปฏิบัติงาน สามารถนำมาใช้ได้ดีเช่นกัน
การตรวจตราเฝ้าระวัง (Surveillance)
ผู้บริหารเครือข่ายจำเป็นต้องมีมาตรการหรือกระบวนการตรวจตราเฝ้าระวัง เพื่อมิให้ระบบคอมพิวเตอร์ถูกทำลายหรือถูกลักขโมย เช่น การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด, การส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือหากมีผู้บุกรุก
การใช้รหัสผ่านและระบบแสดงตัวตน
(Passwords and ID Systems)

การใช้รหัสผ่านเป็นมาตรการหนึ่งของความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ที่นิยมใช้กันมานาน การกำหนดรหัสผ่านยังมีกระบวนการปลีกย่อยต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมและสร้างข้อจำกัดเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น การกำหนดอายุการใช้งานของรหัสผ่าน
การแสดงตัวตนในระดับสูง ที่เรียกว่า ไบโอเมตริก (Biometric) เช่น เครื่องอ่านลายนิ้วมือ และเครื่องอ่านเลนส์ม่านตา
การตรวจสอบ (Auditing)
ระบบตรวจสอบส่วนใหญ่มักใช้ซอฟต์แวร์เพื่อบันทึกข้อมูล และตรวจสอบเฝ้าระวังทุก ๆ ทรานแซกชั่นที่เข้ามายังระบบ โดยบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นหลักฐานในรูปแบบของไฟล์ที่เรียกว่า Log File
สิทธิ์การเข้าถึง (Access Rights)
การกำหนดสิทธิ์การใช้งานอุปกรณ์หรือไฟล์ข้อมูล ให้กับผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น Read, Write, Modify, Create
การป้องกันไวรัส (Guarding Against Viruses)
ไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่จะเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นั้นเกิดปัญหาต่าง ๆ

วิธีการโจมตีระบบ (System Attacks Method)
  1. การโจมตีเพื่อเจาะระบบ (Hacking Attacks)
  2. การโจมตีเพื่อปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service Attacks : DOS)
  3. การโจมตีแบบไม่ระบุเป้าหมาย (Malware Attacks)

1. การโจมตีเพื่อเจาะระบบ (Hacking Attacks)
เป็นการโจมตีต่อเป้าหมายที่วางไว้อย่างชัดเจน เช่น ต้องการเจาะระบบเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบเครือข่ายภายใน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลความลับ ครั้นเมื่อเจาะระบบได้แล้ว ก็จะคัดลอกข้อมูล เปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือทำลายข้อมูล รวมถึงการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์เพื่อเข้าไปทำลายข้อมูลภายในให้เสียหายทั้งหมด
2. การโจมตีเพื่อปฏิเสธการให้บริการ
(Denial of Service Attacks : DoS)
เป็นการโจมตีชนิดทั่วไปที่มักถูกกล่าวขานกันบ่อย ๆ โดย DoS จะเป็นการโจมตีเพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายหยุดการตอบสนองงานบริการใด ๆ ตัวอย่างเช่น กรณีที่เซิร์ฟเวอร์ถูกโจมตีด้วย DoS แล้วนั่นหมายความว่าจะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถบริการทรัพยากรใดๆ ได้ ครั้นเมื่อไคลเอนต์ได้พยายามติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ก็จะถูกขัดขวาง และถูกปฏิเสธการให้บริการ
อาจผสมผสานกับการโจมตีประเภทอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย เช่น การส่งเมล์บอมบ์ การแพร่แพ็กเก็ตข่าวสารจำนวนมหาศาลบนเครือข่าย การแพร่ระบาดของหนอนไวรัสบนเครือข่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบจราจรบนเครือข่ายที่เต็มไปด้วยขยะ
3. การโจมตีแบบไม่ระบุเป้าหมาย (Malware Attacks)
คำว่า Malware มาจากคำเต็มว่า Malicious ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มโปรแกรมจำพวกไวรัสคอมพิวเตอร์, หนอนไวรัส (Worm), โทรจัน (Trojan), สปายแวร์ (Spyware) และแอดแวร์ (Adware) สามารถแพร่กระจายแบบอัตโนมัติไปทั่วเครือข่าย โดยมัลแวร์มีจุดประสงค์ร้ายด้ายการแพร่โจมตีแบบหว่านไปทั่ว ไม่เจาะจง
ตัวอย่างเช่น ผู้ประสงค์ร้ายได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่แนบมาพร้อมกับไวรัสคอมพิวเตอร์และส่งกระจายไปทั่วเมลบ็อกซ์ ครั้นเมื่อพนักงานในองค์กรหนึ่งได้รับเมลดังกล่าว และมีการเปิดเมลนี้ขึ้นมา ไวรัสที่มาพร้อมกับเมลนี้ก็สามารถแพร่เข้ามายังเครือข่ายภายในองค์กรได้ทันที

เทคนิคพื้นฐานการเข้ารหัสข้อมูลและการถอดรหัสข้อมูล(Basic Encryption and Decryption Techniques)
คริพโตกราฟี (Cryptography) เป็นเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการเข้ารหัสและการถอดรหัสข้อมูล สำหรับเทคนิคหรือแนวทางในการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อแปลงเพลนเท็กซ์ไปเป็นไซเฟอร์เท็กซ์ แบ่งเป็น 2 วิธี คือ
  1. เทคนิคการแทนที่ (Substitution Techniques)
  2. เทคนิคการสับเปลี่ยน (Transposition Techniques)

เทคนิคการแทนที่ (Substitution Techniques)
การเข้ารหัสด้วยวิธีการแทนที่แบบโมโนอัลฟาเบติก (Monoalphabetic Substitution-Based Cipher)
เทคนิคการสับเปลี่ยน (Transposition Techniques)
การเข้ารหัสด้วยวิธีการสับเปลี่ยนแบบเรสเฟ็นซ์ (Rail Fence Transposition Cipher)
Message: “this is a test”
t i e
h s s t s
i a t
Plaintext : this is a test
Ciphertext: TIE HSSTS IAT

การเข้ารหัสแบบ Single Key

การเข้ารหัสกุญแจสาธารณะ (Public Key Cryptography)

ลายเซ็นดิจิตอล (Digital Signatures)

ไฟร์วอลล์ (Firewall)
แพ็กเก็ตฟิลเตอร์ (Packet Filter) ปกติหมายถึงเร้าเตอร์ที่กลั่นกรองหมายเลขไอพี หรือหมายเลขพอร์ตที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น
พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์หรือแอพพลิเคชั่นเกตเวย์ (Proxy Server/Application Gateway) คือคอมพิวเตอร์ที่ได้ติดตั้งซอฟต์แวร์พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ โดยทุก ๆ ทรานแซกชั่นของเครือข่ายภายนอกที่ได้มีการร้องขอเข้ามาจะต้องผ่านพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์เสมอ

บทที่ 6 การเชื่อมต่อเครื่อข่ายแบบเวิร์คกรุ๊ปด้วย Windows XP

บทที่ 6 การเชื่อมต่อเครื่อข่ายแบบเวิร์คกรุ๊ปด้วย Windows XP



  การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP Professional



lจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. สามารถสร้างสายแลนชนิด RJ-45 ได้ด้วยตนเอง
2. เข้าใจหลักการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ป
3. สามารถติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปบน Windows XP ได้
4. สามารถนำความรู้การติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปไปประยุกต์ใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสม
ขั้นตอนการสร้างสายแลนชนิด RJ-45
สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมเพื่อดำเนินการสร้างสายแลนมีดังนี้
1. สายยูทีพี CAT-5 ที่มีความยาวเหมาะสมกับการใช้งาน (แต่ไม่เกิน 100 เมตร)
2. หัวเชื่อมต่อหรือปลั๊ก RJ-5 จำนวน 2 หัว
3. คีมย้ำหัว RJ-5
4. มีดคัดเตอร์
     สำหรับปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง ในกรณีที่ต้องการสร้างสายแลนแบบเชื่อมต่อตรง ก็ให้ดำเนินการตามนี้ ก็จะต้องทำการเรียงสีสายสัญญาณใหม่ ดังนี้
ขาวเขียว/เขียว,ขาวส้ม/น้ำเงิน,ขาวน้ำเงิน/ส้ม,ขาวน้ำตาล/น้ำตาล
ขั้นตอนการติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP
 ข้อกำหนดเบื้องต้น
      เพื่อให้การติดตั้งเครือข่ายเวิร์กกรุ๊ปตามตัวอย่างต่อไปนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามต้องการ ดังนี้
1. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 (Computer#1)
2. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 (Computer#2)
3. เปลี่ยนมุมมองของเมนูเป็นชนิด Classic Start Menu
4. เปลี่ยนมุมมองของ Control Panel เป็น Classic View
คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 (Computer#1) ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เรียบร้อยแล้ว
คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2(Computer#2) ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของเมนูให้เป็นชนิด Classic Start Menu

1.ไปที่ทาสก์บาร์แล้วคลิกขวาที่เมาส์เลือกรายการ Properties
2.คลิกที่แท็บ Start Menu
3.เลือกรายการคำสั่ง Classic Start menu
4.กดปุ่ม OK
ก็จะได้เมนูใหม่ในมุมมองของ Classic Start menu ดังนี้

 
ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของ Control Panel ให้เป็น Classic View
1.คลิกปุ่ม Start
2.เลือกเมนู Settings
3.เลือกเมนู Control Panel
4.คลิกที่ Switch to Classic View
1.ให้สังเกตที่ทาสก์บาร์แสดงถึงคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อสาย โดยหลังจากที่ต่อสายแลนเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว ไอคอนนี้ก็จะเป็นซึ่งหมายความว่ายังไม่สามารถเชื่อมต่อได้ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ได้มีการกำหนดค่านั่นเอง
 
2.ที่Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Network Connection
3.จะเกิดไดอะล็อกบ็อกซ์ชื่อ Network Connectionsขึ้นมาโดยให้นำเมาส์ไปชี้ แล้วคลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection แล้วเลือกรายการ Properties
4.คลิกที่แท็บ General
5.คลิกเครื่องหมายถูกทั้งหมดตามรูป ซึ่งปกติจะถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้คลิกที่รายการ Internet Protocol(TCP/P)จนเกิดแถบสี
6.คลิกปุ่ม Properties
7.เลือกรายการคำสั่ง Use the following IP address ทั้งนี้เนื่องจากต้องการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสเอง
8.กรอกหมายเลข IP:192.168.0.1 และ Subnet mask: 255.255.255.0
9.ตามด้วยปุ่ม OK
10.แล้วคลิกที่เซ็กบ็อกซ์ Show icon notification area when connected เพื่อให้แสดงไอคอนตรงทาสก์บาร์เมื่อได้รับการเชื่อมต่อ

บทที่ 7 การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย

บทที่ 7 การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย

การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย

จุดประสงค์

1. เข้าใจหลักการแชร์ไฟล์อย่างง่ายและการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต
2. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์อย่้างง่ายได้
3. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับการอนุญาตได้
4. สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่มได้
5. ฝึกฝนการจัดการและวางแผนการสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่ม เพื่อนำไปใช้งานอย่างมีระบบ
6. สามารถติดตั้งเครื่องพิมพ์เพื่อแชร์ใช้งานบนเครือข่ายได้
 การสร้างทางลัด (แมป) ไปยังไดรฟ์เครือข่าย


เมื่อคุณสร้างทางลัดไปยังคอมพิวเตอร์หรือโฟลเดอร์ที่ใช้ร่วมกันบนเครือข่าย (หรือเรียกว่า การแมป ไดรฟ์เครือข่าย) คุณสามารถเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์หรือ Windows Explorer ได้โดยไม่ต้องค้นหาหรือพิมพ์ที่อยู่เครือข่ายทุกครั้ง
  1. เปิด 'คอมพิวเตอร์' ด้วยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม' แล้วคลิก คอมพิวเตอร์
  2. คลิก แมปไดรฟ์เครือข่าย


    รูปภาพของกล่องโต้ตอบ 'แมปไดรฟ์เครือข่าย'
    ในกล่องโต้ตอบ 'แมปไดรฟ์เครือข่าย'
  3. ในรายการ ไดรฟ์ คลิกอักษรไดรฟ์
    คุณสามารถเลือกอักษรไดรฟ์ใดๆ ที่มีอยู่
  4. ในกล่อง โฟลเดอร์ พิมพ์เส้นทางของโฟลเดอร์หรือคอมพิวเตอร์ หรือคลิก เรียกดู เพื่อค้นหาโฟลเดอร์หรือคอมพิวเตอร์
    เมื่อต้องการเชื่อมต่อทุกครั้งที่คุณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ให้เลือกกล่องกาเครื่องหมาย เชื่อมต่ออีกครั้งเมื่อเข้าสู่ระบบ
  5. คลิก เสร็จสิ้น
    ในตอนนี้คอมพิวเตอร์ของคุณมีการเชื่อมต่อ หรือ แมป ไปยังไดรฟ์เครือข่ายแล้ว

หมายเหตุ

  • ถ้าคุณไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังโฟลเดอร์หรือไดรฟ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ที่คุณพยายามเชื่อมต่ออาจปิดอยู่หรือคุณอาจไม่มีสิทธิที่ถูกต้อง ถ้าคุณไม่สามารถเชื่อมต่อได้ ให้ติดต่อผู้ดูแลระบบเครือข่ายของคุณ
คุณยังสามารถสร้างทางลัดไปยังตำแหน่งที่ตั้งบนอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์หรือไซต์ FTP ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
  1. เปิด 'คอมพิวเตอร์' ด้วยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม' แล้วคลิก คอมพิวเตอร์
  2. คลิกขวาที่ใดก็ได้ในโฟลเดอร์ แล้วคลิก เพิ่มตำแหน่งบนเครือข่าย
  3. ทำตามขั้นตอนในตัวช่วยสร้างเพื่อเพิ่มทางลัดไปยังตำแหน่งบนเครือข่ายของคุณ เว็บไซต์ หรือไซต์ FTP